Featured

First blog post

This is the post excerpt.

Advertisements

This is your very first post. Click the Edit link to modify or delete it, or start a new post. If you like, use this post to tell readers why you started this blog and what you plan to do with it.

post

Rebirth of the Malicious Empress of Military Lineage: Chapter 53

thank you for the chapter

ChubbyCheeks

The chapter is not fully edited thus there will be slight changes in the future.

Edited by Tnyhy

Chapter 53: Playing the Same Old Tricks

The graceful poise of the youth on stage was heavenly and in a short period of time enemies would be utterly defeated. Even though his age was still young, his performance and style was not unlike those who were matured. It was said that if arrogance require ability, then he would definitely have it. As such, one could differentiate superiority and inferiority.

The young ladies in the audience were long stunned. They usually moved around in the backyard and how would they have any opportunity to view such a scene, and would only have the annual academy examinations to feast their eyes. But Xie Jing Xing’s performance was far more interesting than even the past academy examinations. Young females most probably admire heroes and coupled…

View original post 1,379 more words

เล่มที่7 บทที่2: บรรลุถึง

ขอบคุณคะ

Desolate Era แปลไทย by เซียวเปียกลี้

Desolate Era เล่ม7: นครไร้ระลอก

บทที่ 2: บรรลุถึง

ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มสาวจากตระกูลเมิ่งทั้งสามยังพอจะรวมพลังกันต้านทานการจู่โจมเอาไว้ได้ แต่เมื่อสาวกภูเขามังกรหิมะทั้งสองเริ่มลงมืออย่างสุดกำลัง พวกมันก็ไม่อาจทนทานรับเอาไว้อีกต่อไป

“หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าสมควรเชื่อคำพูดของ ‘ก้อนหินน้อย’ ” ใบหน้าอันงดงามของเด็กสาวยิ่งมายิ่งซีดขาวด้วยความสำนึกเสียใจ

หลังจากที่บรรลุระดับตำหนักม่วงพวกมันทั้งสามล้วนไม่กล้าฝึกฝีมือสืบต่อ เนื่องจากหากพลังการฝึกปรือของคนผู้หนึ่งเข้าสู่ระดับตำหนักม่วงขั้นกลาง พลังปราณของมันจะถูกกำหนดเป็นรูปแบบอันตายตัวยากที่จะเปลี่ยนแปลง ค่ายสำนักชั้นนำทั้งหลายจึงปฏิเสธที่จะรับตัวบุคคลเหล่านั้นเข้าเป็นศิษย์สืบทอดฝีมือ ดังนั้นระดับพลังของพวกมันจึงหยุดอยู่ที่ระดับตำหนักม่วงขั้นแรกเริ่มเท่านั้น

ก่อนออกเดินทาง ‘เมิ่งเหยียน’ (ก้อนหิน) เคยกล่าวทักท้วงไว้ว่า “เสี่ยวซิน ด้วยระดับฝีมืออันต่ำต้อยของพวกเราหากเดินทางด้วยสมบัติวิเศษอันสะดุดตาย่อมต้องตกเป็นเป้าโจมตีของผู้อื่น ข้าขอเสนอให้พวกเราออกเดินทางบนพื้นดินหรือโดยสารสัตว์พาหนะเช่นเดียวกับสามัญชนทั่วไป ถึงแม้จะเสียเวลาบ้างแต่ก็ปลอดภัยกว่ามากนัก เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายย่อมไม่ลดตัวมาลงมือต่อผู้ไม่รู้วิชาฝีมืออย่างแน่นอน”

“เหลวไหล” เด็กหนุ่มผู้หล่อเหลานาม ‘เมิ่งจุ้น’ กล่าวขัดขึ้นอย่างมีโทสะ “เดินทางอย่างเชื่องช้าบนพื้นดินเป็นระยะทางนับล้านกิโลเมตรเช่นนั้นหรือ? นั่นคงต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะไปถึง หากเจ้าคิดเดินทางขึ้นเขาลงห้วยก็จงไปแต่เพียงผู้เดียว ข้าไม่ขอร่วมทางไปด้วยแน่ ข้าจึงไม่เชื่อว่าพวกเราจะโชคร้ายจนถูกผู้คนดักโจมตีภายในช่วงระยะเวลาแค่ไม่กี่วันที่ออกเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด”

“ก้อนหินน้อย เมิ่งจุ้นกล่าวถูกต้องแล้ว เพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่วันย่อมไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้นแน่” เมิ่งซินเองก็ไม่ต้องการทนต่อความยากลำบากยาวนานนับปีเช่นเดียวกัน

สุดท้ายพวกมันทั้งสามจึงตัดสินใจโดยสารสมบัติวิเศษเหินบินสู่นครไร้ระลอก และโชคร้ายเป็นอย่างยิ่งที่พวกมันต้องเผชิญการดักปล้นเข้าจริงๆ

วิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นมีมากมายหลากหลายเส้นทาง ผู้ฝึกตนบางคนยินยอมอดทนรับความยากลำบากทั้งมวล ฝึกฝนเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในภายภาคหน้า บ้างอาศัยการต่อสู้เสี่ยงชีวิตเข้าท้าทายขีดจำกัดและพัฒนาความสามารถของตนเอง และมีอีกไม่น้อยที่เดินทางลัด อาศัยการปล้นฆ่าเพื่อช่วงชิงทรัพยากรตลอดจนสมบัติวิเศษมาเป็นของตน

………

สายรัดแพรสีขาวสะบัดหมุนเป็นวงต้านทานกระบี่บินที่พุ่งเข้าโจมตีเอาไว้ได้ ทว่าแรงกระแทกสะท้อนนั้นทำให้เมิ่งซินต้องกระอักโลหิตออกมา

“เสี่ยวซิน!” เมิ่งเหยียนส่งเสียงร้องด้วยความห่วงใย มันขบฟันแนบแน่น เร่งเร้าพลังจนใบหน้าแดงฉาน รัศมีอันเจิดจ้าพลันปะทุขึ้นจากร่างอันกำยำล่ำสัน ก้อนหินสีดำเก้าก้อนพุ่งแหวกอากาศเสียงดังหวีดหวิวเข้าหาชายชุดขาวทั้งสองอย่างรวดเร็ว

“พวกเจ้ารีบหนีไป!” เสียงตวาดของมันดังก้องราวกับคำราม

“ก้อนหินน้อย!” สีหน้าของเมิ่งซินพลันเปลี่ยนแปร นางทราบดีว่าสหายในวัยเยาว์ได้ใช้วิชาต้องห้ามออกไป เมิ่งเหยียนเมื่อกระทำเช่นนี้เท่ากับยินยอมทำลายพื้นฐานพลังฝีมือของตนเอง ต่อให้รอดชีวิตไปได้แต่โอกาสที่ค่ายสำนักชั้นนำจะรับตัวมันแทบถูกปิดตายลงแล้ว

“ยังไม่รีบจากไปอีก!” เมิ่งเหยียนกู่ร้องราวกับเสียสติ

“พวกเรารีบไป” เด็กหนุ่มชุดขาวส่งเสียงร้อง ร่างกลับกลายเป็นกลุ่มควันอันเบาบางพุ่งออกไปก่อน เมิ่งซินเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่กัดฟันพริ้วร่างติดตามไป

ศิษย์ภูเขามังกรหิมะทั้งสองเพียงแสยะยิ้มอย่างเย็นชา คิดหลบหนีจากเงื้อมมือของพวกมัน? เด็กน้อยเหล่านี้เท่ากับกำลังฝันไป

แต่แล้วในพริบตานั้นเอง วัตถุอันโปร่งใสก็พุ่งทะลวงขึ้นจากพื้นดินด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้า โพรงอันว่างเปล่าพลันปรากฏขึ้นบนศีรษะของชายชุดขาวทั้งสอง

“นี่… เป็นไปไม่ได้…” ดวงตาอันว่างเปล่าของคนทั้งสองเบิกกว้าง จวบจนตายพวกมันยังไม่ยินยอมเชื่อถือในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งที่ประสบการณ์ปล้นชิงนับครั้งไม่ถ้วนได้เพาะสร้างสัญชาติญาณระแวดระวังในทุกขณะให้กับพวกมัน ทว่าคราครั้งนี้ไม่เพียงมันทั้งสองจะถูกลอบสังหารจนตกตายอย่างพร้อมเพรียง การลงมือยังรวดเร็วรุนแรงจนสมบัติวิเศษพิทักษ์ชีวิตที่สวมติดตัวไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

โลหิตสาดพุ่งชโลมทั่วผืนดิน ร่างในชุดสีขาวที่ถูกย้อมจนแดงฉานค่อยๆทรุดลงพร้อมกับดวงวิญญาณที่หลุดลอยไป

“ข้าขอแลกชีวิตกับพวกเจ้าแล้ว!” ใบหน้าอันซื่อตรงของเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวกลับกลายเป็นคลุ้มคลั่ง ร่างใหญ่โตของมันและก้อนหินดำทั้งเก้าพุ่งไปข้างหน้าด้วยสภาวะมีไปไม่มีกลับ แต่แล้วศัตรูอันร้ายกาจทั้งสองพลันสาบสูญไปจากครองจักษุ ทอดร่างเป็นซากศพอยู่บนพื้นดิน

“นี่…” เมิ่งเหยียนได้แต่นิ่งตะลึง ส่วนเมิ่งจุ้นที่หลบหนีอย่างสุดชีวิตก็ชะงักร่างลงเมื่อเหลียวมาเห็นภาพที่เกิดขึ้น ด้วยสายตาระดับสาวกตำหนักม่วงของมันย่อมมองเห็นซากศพและคราบโลหิตบนพื้นได้อย่างชัดเจน

“เสี่ยวซิน” เมิ่งจุ้นส่งเสียงร้องเรียก “ไม่ต้องหลบหนีแล้ว โจรร้ายทั้งสองเสียชีวิตแล้ว”

เงาร่างอันชดช้อยพลันหยุดยั้งลง นางเหลียวหน้ากลับมาและพบเห็นฉากอันน่าเหลือเชื่อเดียวกันนั้น

“พวกเราย้อนกลับไปด้วยกัน” เมิ่งจุ้นกล่าวชักชวน ในขณะที่เมิ่งซินส่งเสียงรับคำ

เมื่อรุดมาถึงทั้งคู่ต่างรีบสอบถามเมิ่งเหยียนที่ยังคงไม่หายจากการตกตะลึง “ก้อนหินน้อย เกิดอันใดขึ้นกันแน่?”

เมิ่งเหยียนไม่ทันตอบคำ เปลวอัคคีก็พลันร่วงหล่นลงจากฟากฟ้าลุกท่วมเผาผลาญซากร่างของสาวกภูเขามังกรหิมะทั้งสองบนพื้นดิน

ศิษย์ตระกูลเมิ่งทั้งสามค่อยบังเกิดความตื่นตัวและพบเห็นเงาร่างของมนุษย์และสัตว์อสูรปรากฏขึ้นจากส่วนลึกของเงาไม้ เมื่อเพ่งมองดูอย่างละเอียดจึงจำแนกได้ว่าเป็นบุรุษหนุ่มร่างบางในชุดขนสัตว์สีขาวและสุนัขตัวใหญ่ที่มีสีขาวราวกับหิมะ

บุรุษในชุดขนสัตว์กวักมือคราหนึ่ง สมบัติวิเศษที่โผล่พ้นจากกองเถ้าถ่านก็หายวับไป

“ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่เมตตาช่วยชีวิต” เมิ่งเหยียนรีบคุกเข่าลงกราบกราน

“ไม่จำเป็นต้องมากพิธีและไม่ต้องเรียกข้าเป็นผู้อาวุโส พวกเราสามารถเรียกหากันและกันเช่นสหายในทางพรต” จี้หนิงอดมิได้ต้องบังเกิดความรู้สึกที่ดีต่อเด็กหนุ่มที่สัตย์ซื่อผู้นี้ การที่มันสละตนเองใช้ออกด้วยวิชาต้องห้ามเพื่อให้สหายทั้งสองหลบหนีไปนั้นช่างละม้ายคล้ายกับวีรกรรมที่ท่านลุงผู้ล่วงลับของเขาเคยกระทำ ผลจากความเสียสละในครั้งนั้นทำให้มารดาของเขารอดชีวิตและตัวเขามีโอกาสได้ลืมตาดูโลกในเวลาต่อมา

“ช่างน่าเสียดายนัก” จี้หนิงลอบทอดถอนใจ แม้เขาจะตัดสินใจลงมืออย่างรวดเร็ว ใช้พลังแห่งจิตส่งกระบี่ไร้ลักษณ์ประหารมารออกจู่โจมสังหารคนร้ายในทันที แต่พื้นฐานพลังฝีมือที่ถูกทำลายของเมิ่งเหยียนคงยากที่จะฟื้นคืนกลับมาได้

“ขอบคุณสหายทางพรตที่ยื่นมือช่วยเหลือ” เด็กหนุ่มผิวขาวรีบดึงร่างของเมิ่งเหยียนให้ลุกขึ้น “พวกเราทั้งสามมาจากตระกูลเมิ่ง ผู้นี้คือเมิ่งเหยียน นางมีนามว่าเมิ่งซิน ส่วนข้าคือเมิ่งจุ้น มิทราบว่าสหายมีคำเรียกขานว่าอย่างไร?”

“ก้อนหินน้อย…” เมิ่งซินกุมมือของเมิ่งเหยียนเอาไว้ ดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำ นางหันกลับไปมองบุรุษแปลกหน้าด้วยความรู้สึกทั้งอยากรู้และหวาดหวั่นระคนกัน

จี้หนิงพยักหน้าให้กับพวกมัน “ข้ามีนามว่าจี้หนิง ที่บังเอิญพบพานคงเนื่องจากพวกเรามีวาสนาต่อกัน ข้ากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังนครไร้ระลอก”

“ท่านพี่จี้หนิงกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังนครไร้ระลอก?” เมิ่งจุ้นกล่าวด้วยความยินดี “พวกเราทั้งสามก็ตั้งใจจะไปที่นั่นเช่นกัน ไม่ทราบว่าพวกเราจะร่วมทางไปกับท่านพี่จี้หนิงได้หรือไม่?”

เมิ่งเหยียนและเมิ่งซินต่างก็จ้องมองมาทางจี้หนิงด้วยสายตาที่คาดหวังเช่นเดียวกัน

“ตกลง” จี้หนิงผงกศีรษะ แม้ว่าเมื่อครู่เขาจะเพียงรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านเทพสำนึกและไม่ได้ยินประโยคสนทนาระหว่างคนทั้งสามกับสาวกภูเขามังกรหิมะ แต่ก็พอจะคาดเดาความเป็นมาของพวกมันได้บ้าง

“ตระกูลที่ใช้แซ่เมิ่ง ทั้งยังสามารถเพาะสร้างสาวกตำหนักม่วงอายุเยาว์ถึงสามคนพร้อมๆกัน…

View original post 91 more words

Rebirth of the Malicious Empress of Military Lineage: Chapter 50

thanks for supporting

ChubbyCheeks

Edited by Tnyhy

Chapter 50: Goading Into Action

Shen Miao stared at him without moving.

She had reminded Xie Jing Xing and naturally made preparation if Xie Jing Xin came up to the stage but she did not expect that it would be like this and was somewhat between laughter and tears. This seemed like Xie Jing Xing is specifically helping her out from this difficulty but in fact it was not the case.

View original post 1,579 more words